<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>William Barrington-Binns &#8211; MOCABANGKOK.COM</title>
	<atom:link href="https://www.mocabangkok.com/category/artists-a-z-th/william-barrington-binns/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.mocabangkok.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Tue, 21 Apr 2026 10:26:15 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>
	<item>
		<title>Grace and Power of Motion (ชุดผลงานไตรภาค)</title>
		<link>https://www.mocabangkok.com/grace-and-power-of-motion-th/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Punn B]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 Apr 2026 09:59:30 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ART COLLECTION]]></category>
		<category><![CDATA[Artists A-Z]]></category>
		<category><![CDATA[William Barrington-Binns]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.mocabangkok.com/?p=3198</guid>

					<description><![CDATA[ประเพณีจะยังดำรงอยู่ได้เช่<span class="excerpt-hellip"> […]</span>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-weight: 400;">ประเพณีจะยังดำรงอยู่ได้เช่นไร” คำถามนี้เป็นแก่นของ Grace and Power of Motion ผลงานชุดสามชิ้นของวิลเลียม บาร์ริงตัน บินส์ ซึ่งมองโขนในฐานะองค์ความรู้ที่สืบต่ออยู่ในร่างกายของผู้แสดงโขน มากกว่าจะเป็นภาพของประเพณีที่ต้องรักษาไว้ให้คงเดิม ผลงานชุดนี้ไม่ได้มองประเพณีเป็นรูปแบบทางวัฒนธรรมที่หยุดอยู่กับอดีต หากพิจารณาผ่านการฝึกฝน การทบทวน และการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โขนก่อรูปขึ้นจากวินัยและระเบียบแบบแผน ทุกท่วงท่าผ่านการเรียนรู้และการฝึกซ้ำ การรำและการเคลื่อนไหวดำเนินไปตามแบบของตัวละครอย่างเคร่งครัด ความอ่อนช้อยที่ปรากฏล้วนอยู่ภายใต้ข้อกำหนดที่ชัดเจน ขณะที่ความทรงพลังก็ยังยึดโยงอยู่กับรูปแบบ ท่วงท่าในโขนจึงมีความหมายมากกว่าการเคลื่อนไหว เพราะเป็นภาษาทางวัฒนธรรมที่สืบต่อจากรุ่นสู่รุ่นผ่านความแม่นยำและความใส่ใจ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นในปี พ.ศ. 2561 ในช่วงเวลาเดียวกับที่โขนได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกให้เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เดิมทีศิลปินตั้งใจบันทึกภาพการแสดง ทว่าในกระบวนการทำงานกลับพบข้อจำกัด ภาพถ่ายสามารถเก็บรายละเอียดของเครื่องแต่งกายและท่วงท่าได้ แต่ไม่อาจถ่ายทอดการเคลื่อนไหวซึ่งเป็นแกนสำคัญของโขนได้อย่างครบถ้วน สิ่งที่ขาดหายไปคือจังหวะภายในของร่างกาย และความต่อเนื่องที่ทำให้ทุกท่วงท่ายังคงความแม่นยำไปพร้อมกับการเคลื่อนไหว</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดนี้ ศิลปินใช้เวลาหลายปีในการค้นคว้า เข้าถึงแหล่งข้อมูล และทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด ทั้งการขออนุญาตผ่านมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ การทำงานร่วมกับสถาบันทางวัฒนธรรมและนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลอดจนการทำงานภายใต้คำแนะนำของครูโขน ซึ่งตรวจสอบความถูกต้องของทุกท่วงท่าอย่างเคร่งครัด เพราะในโขน การรำคือภาษา แต่ละท่าทางมีความหมายจำเพาะ และต้องอาศัยความแม่นยำในการถ่ายทอด</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">จากจุดนี้วิลเลียม บาร์ริงตัน บินส์ จึงพัฒนาวิธีการทางภาพถ่ายที่เปิดให้การเคลื่อนไหวสะสมตัวอยู่ในภาพเดียว เขาใช้การปล่อยแฟลช 17 ถึง 21 ครั้ง ด้วยจังหวะที่กำหนดอย่างแม่นยำ ทำให้ภาพแต่ละชิ้นเกิดจากการเปิดรับแสงหลายครั้งภายในเฟรมเดียว ภาพที่ได้จึงไม่ใช่ภาพนิ่งในความหมายทั่วไป หากเป็นพื้นที่ที่ท่วงท่าต่าง ๆ ย้อนกลับมา ซ้อนทับ และแผ่กระจาย เวลาไม่ได้ถูกหยุด หากถูกบีบอัดให้รวมอยู่ในภาพเดียว สิ่งที่ปรากฏจึงไม่ใช่เพียงเสี้ยวขณะหนึ่ง หากเป็นช่วงเวลาที่ถูกรวบรวมไว้ภายในภาพ</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในผลงานชุดนี้ ทั้งจังหวะแสง ท่วงท่า เครื่องประดับ และลำดับของการเคลื่อนไหว ล้วนยังคงเผยให้เห็นร่องรอยของประเพณีที่ก่อตัวผ่านการปฏิบัติสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบเหล่านี้ไม่ได้หยุดอยู่ในฐานะสัญญะตายตัว เพราะการเคลื่อนไหวได้เปลี่ยนหน้าที่ของมัน ทำให้ความหมายยังคงเปิดอยู่ และสิ่งที่ถูกส่งต่อไม่ใช่เพียงการรักษาไว้ดังเดิม หากยังรวมถึงการตีความขึ้นใหม่ด้วย</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">ผลงานทั้งสามชิ้นจัดวางเรียงต่อเนื่องกันบนผนังเดียว โดยนำเสนอตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์ ได้แก่ ทศกัณฐ์ นางสีดา และพระราม เมื่อมองจากซ้ายไปขวา จังหวะของงานค่อย ๆ คลี่ไปตามลักษณะของตัวละคร ในภาพของทศกัณฐ์ ท่วงท่าถูกซ้อนทับและสะสมจนเกิดเป็นความหนาแน่นของพลังที่แผ่ขยายออกมาอย่างชัดเจน ในภาพของนางสีดา จังหวะการเคลื่อนไหวผ่อนลง และดำเนินไปอย่างสงบ ส่วนในภาพของพระราม การเคลื่อนไหวค่อย ๆ รวมตัวเข้าสู่ความนิ่งที่มีระเบียบ จนความสมดุลค่อย ๆ ปรากฏผ่านวินัยและการยับยั้ง</span></p>
<p><span style="font-weight: 400;">Grace and Power of Motion ไม่ได้ทำให้โขนหยุดนิ่งอยู่กับที่ หากชี้ให้เห็นว่า ประเพณียังคงดำรงอยู่ได้ในการเคลื่อนไหว การรำที่ไม่หยุดนิ่ง และร่างกายที่ยังคงเรียนรู้ ทบทวน และถ่ายทอดต่อไป ผลงานชุดนี้จึงย้ำว่า ประเพณีมิได้ดำรงอยู่ด้วยการเก็บรักษาเพียงอย่างเดียว หากยังดำเนินต่อไปได้ในจังหวะของการปฏิบัติที่ไม่เคยหยุดนิ่ง</span></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
