Chakrapan Posayakrit
จักรพันธุ์ โปษยกฤต ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จิตรกรรม ประจำปี พุทธศักราช 2543
เกิดปี พ.ศ. 2486 ปัจจุบันพำนักและทำงานที่กรุงเทพมหานคร
จักรพันธุ์ โปษยกฤต เกิดที่กรุงเทพมหานคร จบการศึกษาจากโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในปี พ.ศ. 2511 เส้นทางศิลปะของเขาได้รับการยกย่องผ่านเกียรติยศสำคัญหลายประการ อาทิ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ จิตรกรรม ประจำปี พ.ศ. 2543 เครื่องราชอิสริยาภรณ์จตุตถดิเรกคุณาภรณ์ พ.ศ. 2544 และตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ พ.ศ. 2535 เขายังได้รับเลือกเป็นหนึ่งในครูช่างผู้เชี่ยวชาญช่วงฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี รวมถึงได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยศิลปากร ในปี พ.ศ. 2537 และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2532 ซึ่งล้วนสะท้อนบทบาทสำคัญของเขาในการสืบทอดและพัฒนาศิลปกรรมไทยประเพณี
ผลงานของจักรพันธุ์โดดเด่นทั้งบนเวทีการประกวดศิลปกรรมระดับชาติและงานสร้างสรรค์เพื่อสังคม เขาเข้าร่วมการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติรวมสิบหกครั้ง โดยได้รับรางวัลเหรียญทองแดงในปี พ.ศ. 2508 และเหรียญเงินอย่างต่อเนื่องในช่วง พ.ศ. 2509 ถึง พ.ศ. 2516 ผลงานสำคัญประกอบด้วยภาพเขียนชุดมโนราห์และพระลอ ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ภาพประกอบอิเหนาที่ UNICEF นำไปใช้ในบัตรอวยพรปีใหม่ พ.ศ. 2520 งานจิตรกรรมฝาผนังที่วัดตรีทศเทพและวัดเขาสุกิม รวมถึงงานประติมากรรมจากวรรณคดีเรื่องสังข์ทอง ณ อุทยาน รัชกาลที่ 2 ซึ่งสะท้อนความชำนาญลึกซึ้งในรูปแบบศิลปะไทยประเพณี
ลักษณะงานของจักรพันธุ์มีเอกลักษณ์ด้วยเทคนิคการเขียนภาพสดโดยไม่ใช้ภาพร่าง ทำให้เส้นและสีเกิดความมั่นคง กระจ่าง และแฝงด้วยความงามในอุดมคติ ภาพเหมือนของเขามีลักษณะผิวพรรณสว่างนวลและสายตาที่สื่ออารมณ์อย่างละเอียด ขณะเดียวกันเขายังสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมไทยประเพณีที่นำตัวละครจากวรรณคดีไทย เช่น มโนราห์ พระลอ และอิเหนา มาตีความใหม่ด้วยจินตภาพร่วมสมัย ทำให้ผลงานของเขามีบทบาทสำคัญต่อภูมิทัศน์ทางสุนทรียภาพไทยร่วมสมัย
จักรพันธุ์ยังเป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูศิลปะหุ่นกระบอกไทย เขาศึกษาการเชิดหุ่นและนาฏศิลป์ไทยกับครูชื้น สุกัลยารักษ์ ก่อนก่อตั้งคณะหุ่นกระบอกจักรพันธุ์ และสร้างสรรค์การแสดงระดับหมุดหมาย เช่น พระอภัยมณี พ.ศ. 2518 และสามก๊ก ตอนศึกผาแดง พ.ศ. 2530 โดยเฉพาะลิลิตตะเลงพ่าย ซึ่งเขาทุ่มเทเวลายาวนานเพื่อผสานศาสตร์ช่างไทยหลากแขนงเข้าด้วยกัน เส้นทางสร้างสรรค์ในระยะหลังมุ่งเน้นไปที่การธำรงและต่อยอดศิลปกรรมไทยประเพณี ผ่านการก่อตั้งและขับเคลื่อนมูลนิธิจักรพันธุ์ โปษยกฤต ในฐานะพิพิธภัณฑ์ โรงช่าง และพื้นที่เรียนรู้สำหรับช่างศิลป์รุ่นใหม่ รวมถึงการวางรากฐานพิพิธภัณฑ์ถาวรเพื่อสืบทอดผลงานตลอดชีวิตของเขาอย่างยั่งยืน

