<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Thanarit Thipwaree &#8211; MOCA BANGKOK</title>
	<atom:link href="https://www.mocabangkok.com/category/artists-a-z-en/thanarit-thipwaree/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.mocabangkok.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Tue, 04 Aug 2026 04:03:26 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0.3</generator>
	<item>
		<title>The Rise of Suvarnabhumi</title>
		<link>https://www.mocabangkok.com/the-rise-of-suvarnabhumi/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Punn B]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 24 May 2025 10:18:29 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ART COLLECTION]]></category>
		<category><![CDATA[Artists A-Z]]></category>
		<category><![CDATA[Thanarit Thipwaree]]></category>
		<category><![CDATA[2nd Floor]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.mocabangkok.com/?p=1600</guid>

					<description><![CDATA[กำเนิดอาณาจักร โดย ธณฤษภ์ ทิพย์วารี “แท้ที่จริงแล้ว ผมไม่ใช่ตัวผมเสียทั้งหมด ร่างกาย ความคิดและความรู้สึกของผม คือ การหลอมรวมกันของพันธุกรรมของพ่อแม่และบรรพบุรุษของพ่อแม่อีกทีหนึ่ง.  แล้วความคิด ความเชื่อ และทัศนคติของผมมาจากไหน. ผมจึงเริ่มเดินทางย้อนสายธารทางประวัติศาสตร์ เพื่อสำรวจรากเหง้าของสิ่งที่ส่งประกอบสร้างตัวผม  ผมเริ่มอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ทั่วไป. ท้ายที่สุด ผมพบว่า. ทุกการค้นหาไปสิ้นสุดที่การก่อกำเนิดสุวรรณภูมิ&#8230;” หากอ้างอิงกับพื้นที่ในเวลาปัจจุบัน สุวรรณภูมิเป็นดินแดนแผ่นดินใหญ่ภาคพื้นทวีปของอุษาคเนย์ โดยไม่ระบุจำเพาะเจาะจงที่ใดที่หนึ่ง  ครอบคลุมมาเลเซีย ไทย เมียนมาร์ กัมพูชา<span class="excerpt-hellip"> […]</span>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>กำเนิดอาณาจักร</strong> โดย ธณฤษภ์ ทิพย์วารี</p>
<p>“แท้ที่จริงแล้ว ผมไม่ใช่ตัวผมเสียทั้งหมด ร่างกาย ความคิดและความรู้สึกของผม คือ การหลอมรวมกันของพันธุกรรมของพ่อแม่และบรรพบุรุษของพ่อแม่อีกทีหนึ่ง.  แล้วความคิด ความเชื่อ และทัศนคติของผมมาจากไหน. ผมจึงเริ่มเดินทางย้อนสายธารทางประวัติศาสตร์ เพื่อสำรวจรากเหง้าของสิ่งที่ส่งประกอบสร้างตัวผม  ผมเริ่มอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ทั่วไป. ท้ายที่สุด ผมพบว่า. ทุกการค้นหาไปสิ้นสุดที่การก่อกำเนิด<em>สุวรรณภูมิ</em>&#8230;”</p>
<p>หากอ้างอิงกับพื้นที่ในเวลาปัจจุบัน สุวรรณภูมิเป็นดินแดนแผ่นดินใหญ่ภาคพื้นทวีปของอุษาคเนย์ โดยไม่ระบุจำเพาะเจาะจงที่ใดที่หนึ่ง  ครอบคลุมมาเลเซีย ไทย เมียนมาร์ กัมพูชา เวียดนาม และลาว  แต่หากพิจารณาทางวัฒนธรรมแล้ว. อารยธรรมของสุวรรณภูมิมิได้จำกัดอยู่ภายในพื้นที่ แต่มีการเคลื่อนที่ เลื่อนไหลและถ่ายเทตั้งแต่ เอเชียกลางไปจนถึงจีนและญี่ปุ่นในเวลาปัจจุบัน  การเดินทางและเคลื่อนที่ของมนุษย์ในทวีปเอเชียนี้ก่อให้เกิดพลวัตที่มีนัยยะสำคัญ.  เป้าประสงค์แรกๆของการเดินทางอาจจะเป็นเพราะต้องการเดินทางมาค้าขาย หรือแสวงหาทรัพยากรอื่นๆ   ดั่งที่ชาวอินเดียรู้จักต่อเรือขนาดใหญ่และรู้จักวิถีของลมมรสุม สิ่งที่เดินทางไปพร้อมกับผู้คน ได้แก่ ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และศาสนา  อาจกล่าวได้ว่า การเดินทางเพื่อเหตุผลทางการค้าทำให้เกิดพลวัตทางวัฒนธรรมในเวลาเดียวกัน อันเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบสร้างทำให้เราเป็นเรา และส่งต่อสู่คนรุ่นหลัง</p>
<p><strong>กำเนิดอาณาจักร</strong> แสดงให้เห็นผืนแผ่นดิน ศิลปินอ้างอิงแผนที่ปัจจุบันและแผนที่โบราณ ซึ่งถูกเขียนขึ้นโดยปโตเลมีผู้มีชีวิตอยู่ที่เมือง Alexandria เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 8  แผ่นดินแสดงให้เห็นสองแหล่งอารยธรรมในอดีต  โดยมีตัวอักษรภาษาสันสกฤต “ชมพูทวีป” และ “สุวรรณภูมิ” กำกับอยู่ตรงกลางของแหล่งอารยธรรมทั้งสองนั้น   ศิลปินได้แสดงให้เห็นว่าทั้งสองอารยธรรมเชื่อมโยงกันด้วยการเดินทางด้วยเรือในมหาสมุทร   ภายในอารยธรรมทั้งสอง ศิลปินได้วางตำแหน่งบุคคลทางประวัติศาสตร์ บุคลาธิษฐาน สถานที่ สถาปัตยกรรม และโบราณวัตถุอีกมากมาย ให้ตรงกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เขาได้ศึกษามา   อีกทั้งธณฤษภ์ยังได้วาดภาพของภาพเขียนโบราณ ภาพถ่ายโบราณ และรูปดาราภาพยนตร์ร่วมสมัยที่กำลังสวมบทบาทของบุคคลทางประวัติศาสตร์ และบุคลาธิษฐานที่มีอยู่ในวรรณกรรมของชมพูทวีปและสุวรรณภูมิอีกด้วย</p>
<p>เนื้อหาหลักที่ถูกนำเสนอในผลงานจิตรกรรม <strong>กำเนิดอาณาจักร</strong> คือประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นที่อินเดีย ย้อนไปราว 4,000 ปี  เนื่องจากประวัติศาสตร์มีความสลับซับซ้อน. ศิลปินจึงคัดเลือกเนื้อหาที่มีความสำคัญมานำเสนอผ่านภาษาจิตรกรรม. งานเขียนนี้จึงมุ่งแนะนำแต่ประเด็นใหญ่ๆพอสังเขป ดังนี้</p>
<p><strong>กำเนิดอาณาจักร</strong> นำเสนอศาสนาที่เก่าแก่ของชมพูทวีป ได้แก่ ศาสนาพราหมณ์ ซึ่งมีวิวัฒนาการมาพร้อมกับมาของชาวอารยัน  พวกเขานับถือภูตผีปีศาจและอำนาจของธรรมชาติที่อธิบายไม่ได้  ต่อมาจึงมีทำรูปเคารพเทพ เช่น พระอินทร์ พระวรุณ และพระอัคนี  เพื่อเป็นการรวบรวมคำสวดอ้อนวอนต่อเทพ  คัมภีร์พระเวทจึงเกิดขึ้น เป็นคัมภีร์สำคัญของศาสนาฮินดูในอนาคต ศาสนาฮินดูเป็นศาสนาที่สืบเนื่องมาจากศาสนาพราหมณ์โดยหลายนิกาย ได้แก่ นิกายไศวะนับถือพระศิวะสูงสุด นิกายไวศณพนับถือพระวิษณุ (พระนารายณ์) สูงสุด นิกายศักตินับถือพระเทวีหรือชายาของมหาเทพต่างๆ นิกายคณะพัทยะนับถือพระพิฆเณศสูงสุด นิกายสรภัทธะพระอาทิตย์สูงสุด และนิกายสมารธะนับถือเทพทุกองค์ในศาสนาฮินดู   ภาพจิตรกรรม “<em>กำเนิดอาณาจักร</em>” แสดงให้เห็นเหล่ามหาเทพของฮินดู อยู่บนสุดของภาพ ในตำแหน่งของเทือกของหิมาลัย  ตามความเชื่อ เทือกของหิมาลัย คือ เขาไกรลาสที่ประทับของพระศิวะและพระแม่ปาวรตี แวดล้อมด้วยป่าหิมพานต์</p>
<p><strong>กำเนิดอาณาจักร</strong> ยังได้แสดงเนื้อหาและอิทธิพลของวรรณกรรมที่สำคัญในสมัยมหากาพย์ (1,000-500 ปีก่อนคริสตกาล)  ได้แก่  มหากาพย์รามายณะ  และ มหากาพย์มหาภารตะ  มหากาพย์ทั้งสองแม้จะจัดให้อยู่ในประเภทของวรรณกรรม แต่ก็มีความสำคัญ เพราะผู้แต่งได้บันทึกทั้งความเป็นอยู่และการทำสงครามในสมัยนั้นไว้ด้วย</p>
<p>มหากาพย์รามายณะแต่งโดยฤาษีวัลมีกิ เป็นวรรณกรรมที่ยิ่งใหญ่และแพร่ไปหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ในเมืองไทยเรียกว่า “รามเกียรติ์” ในลาวเรียกว่า“พระลักษณ์พระราม” ในอินโดนีเซียเรียก “รามายณะ”  เนื้อเรื่องกล่าวถึงสงครามที่นำโดยพระรามและพระลักษณ์ร่วมมือกับกองทัพวานรเพื่อแย่งตัวนางสีดาคืนจากยักษ์ราวณะ (ในไทยเรียกท้าวทศกัณฑ์)  ธณฤษภ์ได้เขียนภาพตัวละครที่สำคัญ ได้แก่ “พระราม” และเรื่องราวบางส่วนของรามายณะ ไปตามพื้นที่ที่ได้รับอิทธิพลจากวรรณกรรมเรื่องนี้  เช่น ฝั่งชมพูทวีปในตำแหน่งของประเทศศรีลังกา ศิลปินได้เล่าเรื่องที่กรุงลงกา เมื่อเหล่ายักษ์ที่กำลังตะลุมบอนกับกองทัพวานรของพระรามอยู่.  ฝั่งสุวรรณภูมิในตำแหน่งของประเทศอินโดนีเซีย มีแสดงให้เห็นตัวละครและเนื้อหาที่คล้ายคลึงกัน  จะเห็นได้ว่า มหากาพย์รามายณะเป็นที่นิยมมากในสุวรรณภูมิ เพราะมีคติข้อคิดเรื่องความภัคดี มั่นคง ความอดทน ความเสียสละ ถือได้ว่าเป็นกาพย์ที่สอนศีลธรรมจรรยาในเรื่อง “ธรรมย่อมชนะอธรรม”  ส่วนมหากาพย์มหาภารตะแต่งโดยฤาษีเวทวยาส กล่าวถึงการทำสงครามกันระหว่างพี่น้องสองตระกูล ได้แก่ตระกูลเการพ และตระกูลปาณฑพ  ทั้งสองต่างสืบเชื้อสายมาจากตระกูลเดียวกัน  ถึงสุดท้ายตระกูลปาณฑพจะชนะแต่ก็สูญเสียญาติไปมากมาย  ภาพของธณฤษภ์แสดงให้เห็นรถศึกของอรชุนที่พุ่งไปในสนามรบ บริเวณใจกลางที่ราบลุ่มแม่น้ำของอินเดีย ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนเมืองโบราณ</p>
<p>สุดท้าย <strong>กำเนิดอาณาจักร</strong> ยังได้แสดงให้เห็นถึงการเผยแพร่พุทธศาสนาจากชมพูทวีปมายังสุวรรณภูมิ  บริเวณกึ่งกลางภาพด้านบนหรือในตำแหน่งของประเทศเนปาลในปัจจุบัน  ศิลปินได้นำเสนอภาพพุทธประวัติของสมเด็จองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า  ใกล้กันก็เป็นเสาของพระเจ้าอโศกมหาราชที่ใช้เป็นสัญลักษณ์การประกาศศาสนา  บริเวณกลางภาพจิตรกรรม จะพบเรือที่หลายลำที่ต่างมุ่งหน้าไปทางสุวรรณภูมิ  มีเรือหนึ่งลำที่ศิลปินวาดซ้ำสองครั้งอย่างตั้งใจ คือ เรือที่พระโสณเถระและพระอุตตรเถระเดินทางมายังดินแดนสุวรรณภูมิ เพื่อเผยแผ่พุทธศาสนาในปี พ.ศ. 287  เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพื่อชำระพุทธศาสนาให้บริสุทธิ์จากพวกเดียรถีย์ที่เข้ามาบวชปลอม  จึงได้เกิดการสังคายนาครั้งที่ 3    ในส่วนของดินแดนจีนซึ่งแต่เดิมนับถือศาสนาเต๋าของเล่าจื้อและลัทธิหยูของขงจื้อ ศิลปินก็ได้แสดงให้เห็นว่า ศาสนาพุทธได้ถูกเผยแพร่เข้าไป ตั้งแต่ 220-250 ปีก่อนคริสตกาล และใน พ.ศ. 610 จักรพรรดิเม้งตี้ฮ่องเต้ได้ส่งคณะทูตไปสืบหาพระพุทธศาสนาทางตะวันตกเฉียงใต้ตอนล่าง ซึ่งก็คือ มณฑลซินเจียง  จนได้คัมภีร์จำนวน 42 บทกับพระภิกษุ 2 รูปกลับราชสำนักจีน แต่ช่วงเวลาที่จะเกิดพระในอมตะนิทาน “ไซอิ๋ว” คือช่วง พ.ศ.1172 สมัยพระเจ้าถังไท้จงได้ส่งหลวงจีนเหี้ยนจงหรือ “พระถังซำจั๋ง” ได้ออกแสวงบุญจนทั่วอินเดียพร้อมศิษย์เอกเห้งเจีย ตือโป๊ยก่าย และซัวเจ๋ง รวมไปถึงการถือกำเนิดพระโพธิสัตว์กวนกิมที่ได้รับอิทธิพลจากสายมหายาน ที่เกิดเข้าใจผิดว่าท่านมีกายเป็นหญิงแท้จริงเป็นเพียงการแปลงกายไปโปรดสัตว์ให้เหมาะสมกับสถานที่</p>
<p>ธณฤษภ์ ทิพย์วารี ได้กล่าวไว้ว่า</p>
<p>“ท้ายที่สุดของการเรียบเรียงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสุวรรณภูมิให้ปรากฏเป็นภาพจิตรกรรมขนาดใหญ่. ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกยิ่งใหญ่ตามขนาดของภาพ.  ในทางตรงกันข้าม. ผมกลับรู้สึกว่า ตัวเองเล็กลงเรื่อยๆ  ยิ่งอ่าน ยิ่งเขียนภาพ ผมก็ตระหนักได้ว่า ผมเป็นเพียงคนๆหนึ่งที่มีอายุขัยในช่วงเวลาสั้นๆ ของสุวรรณภูมิ วันใดวันหนึ่งก็ต้องล้มหายตายจากไป. ส่วนดินแดนแห่งนี้ก็จะยังคงมีผู้คนพลัดเปลี่ยนเข้าเพื่อสร้างสรรค์และเจริญเติบโตต่อไป”</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><u>รายการอ้างอิง</u></p>
<p>จิตรา ก่อนันทเกียรติ.  <strong>พระพุทธ พระโพธิสัตว์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของจีน</strong>.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จิตรา, 2542.</p>
<p>บัญชา พงษ์พานิช.  <strong>สุวรรณภูมิ ภูมิอารยธรรมเชื่อมโลก.</strong>  กรุงเทพฯ: ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์, 2562.</p>
<p>ปรีชา นุ่นสุข.  <strong>อิทธิพลของมหากาพย์รามายณะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้. </strong> กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, 2524.</p>
<p>พระมหาดาวสยาม วชิรปัญโญ.  <strong>ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในอินเดีย.</strong>  กรุงเทพฯ: บริษัทพิมพ์สวย, 2546.</p>
<p>วันวิสาข์ ธรรมานนท์.  <strong>ประวัติศาสตร์และโบราณคดีอินเดียสมัยโบราณ.</strong>  ปัตตานี: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, 2563.</p>
<p>สมเกียรติ โล่เพชรัตน์.  <strong>วิเคราะห์ประวัติการนับถือศาสนาพุทธและศิลปะพระพุทธรูปในเอเชีย.</strong>  กรุงเทพฯ: อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2546.</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>สัมภาษณ์ ธณฤษภ์ ทิพย์วารี, ศิลปินและอาจารย์มหาวิทยาลัย, 9 กรกฎาคม 2567.</p>
<p>ปรีชา นุ่นสุข, <strong>อิทธิพลของมหากาพย์รามายณะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</strong> (กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ, 2524), 16.</p>
<p>บัญชา พงษ์พานิช, <strong>สุวรรณภูมิ ภูมิอารยธรรมเชื่อมโลก</strong> (กรุงเทพฯ: ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์, 2562), 22.</p>
<p>พระมหาดาวสยาม วชิรปัญโญ, <strong>ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในอินเดีย</strong> (กรุงเทพฯ: บริษัทพิมพ์สวย, 2546), 4.</p>
<p>เรื่องเดียวกัน, 5.</p>
<p>วันวิสาข์ ธรรมานนท์, <strong>ประวัติศาสตร์และโบราณคดีอินเดียสมัยโบราณ</strong> (ปัตตานี: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, 2563), 47.</p>
<p>พระมหาดาวสยาม วชิรปัญโญ, <strong>ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในอินเดีย</strong>, 15.</p>
<p>ปรีชา นุ่นสุข, <strong>อิทธิพลของมหากาพย์รามายณะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</strong>, 24.</p>
<p>พระมหาดาวสยาม วชิรปัญโญ, <strong>ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในอินเดีย</strong>, 17.</p>
<p>สมเกียรติ โล่เพชรัตน์, <strong>วิเคราะห์ประวัติการนับถือศาสนาพุทธและศิลปะพระพุทธรูปในเอเชีย</strong> (กรุงเทพฯ: อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2546), 385.</p>
<p>จิตรา ก่อนันทเกียรติ, <strong>พระพุทธ พระโพธิสัตว์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของจีน</strong>, พิมพ์ครั้งที่ 2 (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จิตรา, 2542), 39.</p>
<p>สัมภาษณ์ ธณฤษภ์ ทิพย์วารี, ศิลปินและอาจารย์มหาวิทยาลัย.</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Tribhum Asia</title>
		<link>https://www.mocabangkok.com/tribhum-asia/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Punn B]]></dc:creator>
		<pubDate>Sat, 24 May 2025 09:33:59 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ART COLLECTION]]></category>
		<category><![CDATA[Artists A-Z]]></category>
		<category><![CDATA[Thanarit Thipwaree]]></category>
		<category><![CDATA[2nd Floor]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.mocabangkok.com/?p=1593</guid>

					<description><![CDATA[เอเชียไตรภูมิ  โดย ธณฤษภ์ ทิพย์วารี             การสำรวจตนเองผ่านหลักความเชื่อของศาสนาพุทธเป็นหนึ่งในหนทางที่ธณฤษภ์ ทิพย์วารี ปรับประยุกต์มาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม เอเชียไตรภูมิ   ศิลปินเห็นว่า การใช้ชีวิตในแต่ละวันย่อมต้องมีแนวทาง มีสิ่งชี้นำอันเป็นจุดยึดเหนี่ยวในจิตใจ  สิ่งแรกที่ศิลปินให้ความสำคัญ คือ การทำความเข้าใจกฎธรรมชาติ หรือนิยาม 5   พุทธศาสนาไม่เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก และไม่ได้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต  หากแต่เป็นสังขตธรรม อันเกิดขึ้นจากการปรุงแต่งจากเหตุปัจจัยจึงล้วนแต่อยู่ใต้กฎไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท และกฎธรรมชาติทั้งสิ้น  เมื่อเข้าใจความปกติของธรรมชาติแล้ว  ก็จะเข้าใจไตรลักษณ์ที่กล่าวถึงกฎของความเปลี่ยนแปลงล้วนแต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่<span class="excerpt-hellip"> […]</span>]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6><strong>เอเชียไตรภูมิ</strong>  โดย ธณฤษภ์ ทิพย์วารี</h6>
<h6>            การสำรวจตนเองผ่านหลักความเชื่อของศาสนาพุทธเป็นหนึ่งในหนทางที่ธณฤษภ์ ทิพย์วารี ปรับประยุกต์มาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม <strong>เอเชียไตรภูมิ</strong>   ศิลปินเห็นว่า การใช้ชีวิตในแต่ละวันย่อมต้องมีแนวทาง มีสิ่งชี้นำอันเป็นจุดยึดเหนี่ยวในจิตใจ  สิ่งแรกที่ศิลปินให้ความสำคัญ คือ การทำความเข้าใจกฎธรรมชาติ หรือนิยาม 5   พุทธศาสนาไม่เชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลก และไม่ได้สร้างสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต  หากแต่เป็นสังขตธรรม อันเกิดขึ้นจากการปรุงแต่งจากเหตุปัจจัยจึงล้วนแต่อยู่ใต้กฎไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท และกฎธรรมชาติทั้งสิ้น  เมื่อเข้าใจความปกติของธรรมชาติแล้ว  ก็จะเข้าใจไตรลักษณ์ที่กล่าวถึงกฎของความเปลี่ยนแปลงล้วนแต่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป</h6>
<h6>           เมื่อเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงในเชิงกายภาพแล้ว ต่อไปสิ่งที่ธณฤษภ์เรียนรู้ คือ ความเชื่อเรื่องสวรรค์ นรก ชาติก่อน และชาติหน้า  ต้นทางของความเชื่อเหล่านี้ คือ ศาสนาพราหมณ์ที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย. ศาสนาพราหมณ์เชื่อว่าวิญญาณไม่มีดับ วิญญาณเป็นอมตะ แต่ร่างกายแตกดับได้   พอร่างกายแตกดับ วิญญาณก็จะล่งลอยไปหาที่เกิดใหม่ ต่อมาศาสนาที่เกิดขึ้นในภายหลัง ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลามต่างก็เชื่อเรื่องวิญญาณและโลกหลังความตายทั้งสิ้น   ทั้งสามศาสนาเชื่อว่ากรรมหรือการกระทำทั้งดีและไม่ดี รวมถึงกิเลสตัณหาที่เกิดจากตัวบุคคลในโลกปัจจุบันจะถูกบันทึกและเป็นตัวกำหนดว่าคนผู้นั้น เมื่อตายไปจะถูกส่งไปยังที่แห่งใด  ภาพของสวรรค์และนรกของทั้งสามศาสนาค่อนข้างมีความคล้ายคลึงกัน  สวรรค์เต็มไปด้วยความสุขสบาย มีแต่สิ่งสวยงาม มีอาหารการกินที่บริบูรณ์  สำหรับนรกกลับตรงกันข้าม ทั้งแร้นแค้น ยากลำบาก และทุกข์ทรมาน</h6>
<h6>         ผลงานจิตรกรรม <strong>เอเชียไตรภูมิ</strong> แสดงให้เห็นถึงการจัดวางองค์ประกอบของสามโลก ได้แก่ โลกมนุษย์ สวรรค์ และนรก  แต่ละโลกเต็มไปด้วยปฏิมากรรมรูปเคารพและภาพจิตรกรรมที่ปรากฏอยู่จริงในทวีปเอเชีย. ศิลปินเขียนภาพวัตถุโบราณและสัญญะทางความเชื่อทั้งโบราณและร่วมสมัยในลักษณะผสมผสานกัน ไม่ได้แบ่งหมวดหมู่ทางศาสนาและนิกาย และเส้นแบ่งเขตเวลาที่ชัดเจน  ด้านบนสุดเปรียบดั่งสวรรค์ที่เต็มไปด้วยเหล่าเทพสูงสุด    ในช่วงกลางของภาพ มีศาสดาคนสำคัญ ผู้คอยชี้ทางให้แก่เหล่ามวลมนุษย์โลก ในพื้นที่เดียวกันก็มีปีศาจ หรือ ซาตาน เป็นสิ่งที่ชักจูงให้มนุษย์กระทำบาปหลงผิด จนสุดท้ายนำไปสู่ในส่วนของล่างสุดของภาพ.  นรกเป็นแหล่งรวมวิญญาณชั่วร้ายสัตว์ประหลาดและผู้รักษากฎของนรก</h6>
<h6>รูปทรงที่เด่นชัดที่สุดของภาพจิตรกรรม <strong>เอเชียไตรภูมิ</strong> ได้แก่ ภาพพระเศียรของพระพุทธรูปศิลปะคันธารราฐ   เป็นพระพุทธรูปยุคแรกๆ ราว 74 ปีก่อนคริสต์ศักราช มีลักษณะเป็นศิลปะแบบเฮเลนิสติก  สร้างขึ้นมาเพื่อสักการะแทนองค์พระพุทธเจ้า ศิลปินประทับใจในพระพักตร์ที่มีลักษณะเป็นฝรั่ง  แสดงให้เห็นถึงความเป็นสากลของพระพุทธรูปศิลปะคันธารราฐ   พระพุทธรูปรุ่นแรกๆนี้พบมากที่ประเทศอัฟกานิสถานในปัจจุบัน   เมื่อพระพุทธศาสนาได้แพร่กระจายไปทั่วทวีปเอเชีย  ได้ผสมผสานกับความเชื่อพื้นถิ่น  เกิดเป็นนิกายแยกย่อยลงไปอีก  การผสมผสานนี้เองส่งผลทำให้รูปลักษณ์ของพระพุทธรูปมีลักษณะแตกต่างกันไป   ศิลปินได้วาดภาพพระเศียรของพระพุทธเจ้า โดยใช้เทคนิคการระบายสีทับกัน (succumbing and impasto) เป็นการเติมสีแล้วทิ้งไว้ระยะหนึ่งแล้วทำซ้ำ จะเห็นว่าบริเวณนี้มีเนื้อสีที่หนาขึ้น</h6>
<h6>ธณฤษภ์ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นสากลของพระพุทธศาสนา โดยวาดเส้นบางๆ บนพื้นผิวบนสุดของภาพจิตรกรรม <strong>เอเชียไตรภูมิ</strong>   เส้นดังกล่าวมีลักษณะเป็นการวาดเส้นซ้ำๆกัน คล้ายคลื่นน้ำที่ค่อยกระจายออกจากจุดศูนย์กลาง อันได้แก่ พุทธศาสนา แล้วกระจายไปรวมกับสัญญะทางศาสนาและวัฒนธรรมอื่นๆ  ศิลปินต้องการแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงของศาสนาที่แตกต่างกัน แต่ต่างก็อยู่ในธรรมชาติเดียวกัน อันได้แก่ การหมุนเวียนของสรรพสิ่งที่ไม่อาจจะหยุดนิ่ง</h6>
<h6>ในบริเวณกลางภาพของ <strong>เอเชียไตรภูมิ</strong>  ธณฤษภ์ได้แสดงให้เห็นหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญ ได้แก่ วิหารถ้ำบนแผ่นดินที่ราบสูงอินเดียใต้ ราวพุทธศตวรรษที่ 3-5  เมื่อพุทธเถรวาทเสื่อมลงวิหารถ้ำก็ถูกทิ้งร้างกว่า 400 ปี เมื่อครั้งถึงพุทธมหายานจากราชวงศ์คุปตะเข้ามา จึงได้เริ่มมีการพัฒนาต่อในถ้ำวิหาร ต่อมาช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 13 อิทธิพลศาสนาพราหมณ์เพิ่มสูงขึ้นโดยพบร่องรอยการเผาทำลายรูปเคารพในถ้ำ ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13-16 มีการขุดสร้างวิหารถ้ำเพิ่มในช่วงศาสนาพราหมณ์เฟื่องฟู มีการสร้างวิหารไกรลาสอันเลื่องชื่อ ที่เกาะสลักจากเขาทั้งลูก ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวนี้ศาสนาเชนก็เข้ามาสร้างถ้ำวิหารเช่นกัน ช่วงปี พ.ศ.1839 สุลต่านแห่งเดลลี พร้อมกองทัพมุสลิมมีชีชัยต่อดินแดนแถบนี้วิหารถ้ำจึงถูกเผาทำลายอีกครั้ง ตลอดหลายศตวรรษวิหารร้างเหล่านี้มีคนที่หนีภัยสงครามเข้าไปพักอาศัยจึงโดนทำลายไปมากเช่นกัน จนมาถึง พ.ศ. 2202 กษัตริย์ฮินดูราชวงศ์โภสเลมีมีชัยต่อกองทัพอิสลามโมกุลและครองแผ่นยาวนานจนถึง พ.ศ.2361 กองทัพเจ้าอาณานิคมอังกฤษได้เข้ายึดครอง  จะเห็นได้ว่า. สถาปัตยกรรมตั้งอยู่ที่เดิม แต่มีผู้คนมากมายหลายกลุ่มผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาในวิหารถ้ำแห่งนี้. ธนฤทธิ์จึงได้สอดแทรกตัวละครทั้งเก่าและใหม่ผสมผสานกันไปบริเวณวิหารถ้ำ เพื่อแสดงให้เห็นว่า โลกนี้ไม่มีอะไรยั่งยืน เกิดแล้ว ก็ย่อมดับไปเสมอ</h6>
<h6>          แม้ว่า กาลเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในช่วงประวัติศาสตร์บนแผ่นดินสุวรรณภูมิและชมพูทวีป  ศาสนายังคงเป็นแหล่งยึดมั่นจิตใจให้ทำความดีและเว้นความชั่ว  นรกและสวรรค์เป็นความเชื่อที่เตือนสติ ให้ใช้ชีวิตบนหนทางที่ถูกต้อง  ภาพจิตรกรรมของธณฤษภ์ก็เหมือนเป็นการบอกเล่าถึงความจริงที่เราควรตระหนักรู้ และเตรียมตัวให้พร้อมหากถึงเวลาที่จะต้องเดินทางไกลไปยังที่ที่แต่ละคนควรจะไป ดังเช่นที่พระพุทธเจ้ากล่าวว่า “ถ้าท่านยังมีกิเลสตายแล้วเกิดแน่ แต่ถ้าหมดกิเลสอย่างพระอรหันต์ตายแล้วไม่เกิด” ส่วนศาสนาคริสต์กล่าวว่าหากจะไปยัง “อาณาจักรแห่งพระเจ้า”มนุษย์ต้องรู้จักการเสียสละทรัพย์ภายนอกและมีความขยันหมั่นเพียร เพื่อให้พระเจ้าพิพากษาตัดสิน  สุดท้าย ศาสนาอิสลามกล่าวว่า “เพื่อการเตรียมพร้อมสู่การใช้ชีวิตใหม่อันเป็นนิรันดร์ “ชีวิตแห่งโลกหน้า (อาคิเราะฮ์)” คือผลผลิตแห่งเมล็ดพันธุ์ ซึ่งมนุษย์ได้เพาะปลูกเอาไว้ในขณะที่เขาดำเนินชีวิตบนโลกนี้นั่นคือ ความดี  จิตรกรรม <strong>เอเชียไตรภูมิ</strong> ได้ชักชวนให้ผู้ชมได้เผชิญหน้ากับโลกทั้งสาม พินิจพิจารณา เพราะท้ายที่สุด ตัวเราเองจะเป็นคนเลือกเส้นทางด้วยตนเอง</h6>
<h6></h6>
<h6><u>รายการอ้างอิง</u></h6>
<h6>ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์.  <strong>ศาสนาคริสต์</strong>.  กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2522.</h6>
<h6>เชคมุฮัมมัดนาอีม ประดับญาติ, ผู้แปล.  <strong>หลักการศรัทธาในอิสลาม.</strong>  กรุงเทพฯ: ศูนย์วัฒนธรรม สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำกรุงเทพมหานคร, 2545.</h6>
<h6>พระสมุห์สิทธิโชค สิทธิชโย, บรรณาธิการ. <strong>สำรวจพุทธสถานวิหารถ้ำอินเดียใต้</strong>.  เพชรบุรี: วัดมหาธาตุวรวิหาร, 2565.</h6>
<h6>สุวัฒน์ จันทรจำนง.  <strong>แก่นพระพุทธธรรมฉบับอังกฤษ-ไทย.</strong>  กรุงเทพฯ: สุขภาพใจ, 2547.</h6>
<h6>เสฐียรพงษ์ วรรณปก.  <strong>เพื่อความเข้าใจถูกต้องเกี่ยวกับหลักกรรม</strong>.  กรุงเทพฯ: ศยาม, 2559.</h6>
<h6>เสรี พงศ์พิศ.  <strong>ศาสนาคริสต์.</strong>  กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2531.</h6>
<h6>สมเกียรติ โล่เพชรัตน์.  <strong>วิเคราะห์ประวัติการนับถือศาสนาพุทธและศิลปะพระพุทธรูปในเอเชีย.  </strong>กรุงเทพฯ: อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, 2546.</h6>
<h6>สาธิต ทิมวัฒนบรรเทิง.  <strong>การเขียนภาพสีน้ำมัน</strong>.  กรุงเทพฯ: โอ.เอส. พริ้นติ้ง เฮ้าส์, 2547.</h6>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
