JAPAN

ญี่ปุ่นเป็นชนชาติที่มีการจดบันทึกประวัติศาสตร์อย่างเป็นระบบ มีหลักฐานทางโบราณคดีและงานศิลปวัฒนธรรมที่ได้รับการเก็บรักษาอย่างดี ทำให้สามารถกำหนดอายุของหน้ากากได้อย่างแม่นยำ ผลงานหน้ากากญี่ปุ่นที่จัดแสดงใน MOCA BANGKOK เป็นชิ้นงานจากสมัยเอโดะ (ประมาณ พ.ศ. 2143–2411 / ค.ศ. 1600–1868) และสมัยเมจิ (ประมาณ พ.ศ. 2411–2455 / ค.ศ. 1868–1912) ซึ่งเป็นยุคที่ศิลปะการแสดงสวมหน้ากากได้รับความนิยมอย่างมาก โดยบทบาทสำคัญแบ่งออกเป็นสามประเภทหลักสำหรับการแสดงในเทศกาลและพิธีกรรมทางศาสนา

นามาฮาเงะ (Namahage) และบุกากุ (Bugaku)
เป็นชื่อเรียกวิญญาณพิธีกรรมที่น่าเกรงขาม แสดงในช่วงเทศกาลปีใหม่เพื่อทำให้เด็กๆ ที่เกียจคร้านหรือประพฤติตัวไม่ดีเกิดความหวาดกลัวและหันมาเป็นคนดีขึ้น ละครบุกากุ (Bugaku) เป็นละครรำจากราชสำนักที่มีความละเอียดอ่อน และยังคงแสดงในพระราชวัง หน้ากากตัวละครเกี่ยวกับเจ้าชายผู้กล้าหาญและมีพระปรีชาสามารถ การร่ายรำแบบนี้เรียกว่า รันเรียว (Ranryo) เช่นหน้ากาก Shikami และ Kitoku

กิงากุ (Gigaku)
กิงากุเป็นศิลปะการแสดงสวมหน้ากากยุคแรกสุดของญี่ปุ่น เชื่อกันว่าแพร่เข้ามาจากจีนตอนตะวันออกเฉียงใต้ในศตวรรษที่ 7 และมีต้นเค้ามาจากอินเดียซึ่งส่งต่อผ่านเส้นทางสายไหมสู่จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี หน้ากากไม้ของกิงากุสะท้อนความเชื่อมโยงของอารยธรรมโบราณที่ห่างไกล การแสดงกิงากุสืบทอดต่อเนื่องมาจนถึงราว พ.ศ. 1735 (ค.ศ. 1192) ก่อนจะค่อย ๆ เลือนหายไป ปัจจุบันหน้ากากส่วนใหญ่ได้รับการเก็บรักษาอยู่ในวัดและพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ

ส่วนละครโนะ (Nō) เป็นการแสดงประกอบดนตรีที่ผสานระหว่างท่าร่ายรำของชนชั้นสูงกับการแสดงพื้นบ้าน เนื้อหาเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรม เทพผู้พิทักษ์ หรือการขับไล่สิ่งชั่วร้าย เช่นหน้ากาก Hannya หรือยักษ์หญิงผู้เต็มไปด้วยความแค้น

หน้ากากชายแก่ Hanakobu Akujo ก็เป็นหนึ่งในหน้ากากของละครโนะ ปรากฏมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 การกำเนิดของละครโนะย้อนกลับไปในสมัยมูโรมาจิ (室町時代 / Muromachi) ซึ่งเริ่มจากบทสวดและการรำบูชาเทพเจ้า ก่อนพัฒนาเป็นศิลปะชั้นสูงที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในมรดกวัฒนธรรมที่เก่าแก่และทรงคุณค่าที่สุดของญี่ปุ่น 

 

ตัวละครเอกสวมหน้ากากตลอดการแสดงโดยไม่เปิดเผยใบหน้าจริง ส่วนตัวละครรองจะไม่สวมหน้ากาก การสวมหน้ากากที่มีเพียงช่องตาเล็ก ๆ ทำให้ทัศนวิสัยจำกัด ผู้แสดงต้องใช้สมาธิสูงในการเดินและการทรงตัว โดยอาศัยเสาบนเวทีเป็นจุดกำหนดทิศทาง ความท้าทายนี้ทำให้ผู้แสดงต้องเคลื่อนไหวอย่างช้าและสงบนิ่ง ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ของละครโนะ และสอดคล้องกับแนวคิดของลัทธิเซนที่เน้นความสงบในจิตใจ การตระหนักรู้ปัจจุบัน และการปล่อยวางจากกิเลส