LAOS

ลาวนับเป็นนครรัฐหนึ่งที่ได้รับอิทธิพลด้านการค้า ศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมที่เผยแผ่มาจากประเทศอินเดีย ดังจะเห็นได้จากซากสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่สร้างขึ้นนับตั้งแต่ยุคอาณาจักรฟูนันและเจนละ ซึ่งยังคงตกทอดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่สำคัญ และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนอยู่กับองค์การยูเนสโก คือ วัดพู (Wat Phou) ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่านครวัดและนครธม

วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในราวคริสต์ศตวรรษที่ 10 จากความเชื่อดั้งเดิมของศาสนาพราหมณ์ฮินดู ดังจะเห็นได้จากภาพสลักหินและทับหลังของปราสาทที่ยังคงปรากฏภาพเทพเจ้าในศาสนาฮินดูเป็นจำนวนมาก ผู้สร้างวัดมีความศรัทธาต่อพระศิวะและตรีมูรติ ต่อมาในราวคริสต์ศตวรรษที่ 13 (ประมาณ พ.ศ. 1743–1843) เมื่อเจ้าผู้ครองนครรัฐหันมานับถือพุทธศาสนาสายมหายาน จึงปรากฏงานประติมากรรมพระพุทธรูปขึ้น และวัดแห่งนี้ก็ยังคงเป็นสถานที่ที่ชาวลาวให้ความเคารพและเดินทางไปสักการะมาจวบจนปัจจุบัน

การส่งผ่านความเชื่อจากมหากาพย์ทั้ง มหาภารตะ และ รามายณะ ได้หยั่งรากลึกลงในจิตใจของผู้นำและประชาชน โดยเรียกมหากาพย์นี้ว่า “พระลักพระลาม (Phra Lak Phra Ram)” การสื่อสารเรื่องราวดังกล่าวในสมัยนั้นเริ่มต้นจากการแสดงหนังเงา และค่อย ๆ พัฒนาเป็นละครพื้นบ้าน จนกระทั่งได้รับการสนับสนุนจากราชสำนักให้จัดแสดงในรูปแบบที่มีลักษณะเฉพาะถิ่น

ได้เกิดเป็นการแสดงที่เรียกว่า “ฟ้อนโขนพระลักพระลาม” โดยมีการดัดแปลง เติมแต่งเนื้อหาให้สอดคล้องกับคติความเชื่อ ค่านิยม และประเพณีของชาวลาว มีการนำตัวละครที่เป็นที่นิยมในท้องถิ่นมาประยุกต์ รวมทั้งสอดแทรกวิถีชีวิตและค่านิยมของผู้คนในแต่ละภูมิภาค อีกทั้งยังเลือกใช้ฉากและสถานที่จริงในท้องถิ่นมาผสมผสานอย่างกลมกลืน

“ฟ้อนโขนพระลักพระลาม” หรือ “ละครพระลักพระลาม” ถือเป็นศิลปะการแสดงที่โดดเด่นของลาว ซึ่งยังคงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะที่เมืองหลวงพระบาง การแสดงนี้เคยได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960 โดยใช้นักแสดงเด็กทั้งหมด

การแสดงจะเล่าเรื่องผ่านบรมครูผู้ขับร้องทำนองเสนาะสลับกับบทสนทนา มีผู้พากย์เสียงหลายคนร่วมบรรยายประกอบกับดนตรี เพื่อให้นักแสดงแสดงท่าทาง เต้น และร่ายรำไปตามจังหวะ โขนเด็กพระลักพระลามเคยเป็นการแสดงที่มีชื่อเสียงอย่างมากในยุคนั้น

การฟ้อนโขนพระลักพระลามเป็นการแสดงในราชสำนักมาตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยจะจัดขึ้นปีละครั้งในช่วงงานบุญปีใหม่ “วันสังขานขึ้น” ถือเป็นมหรสพที่เจ้ามหาชีวิตจัดขึ้นเพื่อพระราชทานเลี้ยงแก่ราชอาคันตุกะและเจ้านายชั้นสูงที่มาร่วมพิธีบายศรีในพระราชวัง และแสดงในคืนวันสรงน้ำพระบาง พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของลาว

ศิลปะการแสดงนี้จึงเป็นทั้งพิธีบูชาและการเฉลิมฉลอง ที่สะท้อนความศรัทธาอันลึกซึ้งของชาวลาวต่อรามายณะ และยังคงดำรงอยู่ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน