INDONESIAN

ย้อนร้อยอดีตกลับไปสู่จุดเริ่มต้นของมหากาพย์รามายณะ จะเห็นได้จากแผนที่การเดินเรือโบราณที่แสดงเส้นทางของกองเรือพาณิชย์นาวีจากอินเดีย ซึ่งล่องมาตลอดแหลมอินโดจีน ตั้งแต่เมืองไชยาลงไปจนสุดปลายแผ่นดิน รวมถึงหมู่เกาะสำคัญอย่างสุมาตรา บอร์เนียว บาหลี ชวา ไปจนถึงนิวกินี อาณาบริเวณกว้างใหญ่ที่มีเมืองน้อยใหญ่กว่า 98 แห่งล้วนอยู่บนเครือข่ายเส้นทางการค้าทางทะเลนี้
จากจดหมายเหตุของจีนสมัยราชวงศ์เหลียง (ค.ศ. 502–556 / พ.ศ. 1045–1099) ได้บันทึกถึงอาณาจักรลังยาสิว หรือ “ลังกาสุกะ” ว่ามีมาตั้งมานานกว่า 400 ปี ดินแดนแถบนี้ประกอบด้วยนครรัฐอิสระหลายแห่ง เช่นอาณาจักรตาพรลิงค์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณฝั่งตะวันออกของแหลมมลายู ระหว่างเมืองไชยาและปัตตานี มีศูนย์กลางอยู่ที่นครศรีธรรมราช
มีการพบศิลาจารึกอายุราวคริสต์ศตวรรษที่ 6 จารด้วยภาษาสันสกฤต อีกทั้งทฤษฎีของ ศ. ยอร์ช เซเดส์ เสนอว่าเมืองปาเล็มบังคือเมืองหลวงของศรีวิชัย อาณาจักรที่ควบคุมเส้นทางพาณิชย์นาวีในช่องแคบมะละกาและซุนดา เรือสินค้าจากโลกตะวันตกที่จะมายังดินแดนตะวันออกล้วนต้องผ่านช่องแคบนี้ ทำให้ศรีวิชัยมั่งคั่งและรุ่งเรืองยาวนานตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 6–14
เกือบหนึ่งพันปีที่หมู่เกาะอินโดนีเซียได้รับอารยธรรม วรรณกรรม และพิธีกรรมจากอินเดีย โดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์–ฮินดู และพระพุทธศาสนา ส่งผลต่อศิลปะและความเชื่อของผู้คนในหลายพื้นที่จนถึงปัจจุบัน ดังจะเห็นได้ว่าชาวบาหลีใช้ภาษาสันสกฤตเป็นภาษาหลัก และมีความศรัทธาต่อมหาฤษี Markandeya (Mārkaṇḍeya / มารกัณฑ์เดยะ) ผู้ถูกกล่าวว่าเป็นผู้นำชาวอินเดียกลุ่มแรกเดินทางมาสู่เกาะบาหลี ชื่อของชาวบาหลีจำนวนมากยังคงมีรากจากภาษาสันสกฤตมาจนทุกวันนี้
การเดินเรือพาณิชย์จากอินเดียมายังสุวรรณภูมิยังเผยให้เห็นกลุ่มชาวอินเดียจำนวนมากมาตั้งรกรากในสุมาตราเป็นเวลาหลายศตวรรษ โดยส่วนใหญ่เดินทางมาเพื่อค้า แสวงหาโอกาสใหม่ หรือเผยแผ่ศาสนาพราหมณ์–ฮินดู ซึ่งนำศิลปะ วัฒนธรรม และพิธีกรรมติดตัวมาด้วย เกาะสุมาตราและบอร์เนียวจึงเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิศรีวิชัยและราชวงศ์ไศเลนทร์ และมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับราชวงศ์ปาละแห่งชมพูทวีป ความสัมพันธ์นี้นำไปสู่การถวายเงินเพื่อสร้างมหาวิทยาลัยนาลันทา (ตั้งแต่ราว ค.ศ. 860 / พ.ศ. 1403) อีกทั้งมีบันทึกว่าพระสงฆ์จากจีนต้องเดินทางมาพำนักที่สุมาตราหลายเดือนเพื่อรอฤดูการเดินเรือไปอินเดีย
บนเกาะสุมาตราและบอร์เนียว ชาวพื้นเมืองเรียกมหากาพย์รามายณะว่า Hikayat Seri Rama ซึ่งมีเนื้อหาต่างไปจากต้นฉบับอินเดีย เช่น การกล่าวว่าหนุมานเป็นบุตรของพระราม รวมถึงการออกเสียงชื่อตัวละคร เช่น Sri Ram เป็น Seri Rama, Sita Devi เป็น Sita Detti นักวิชาการมาเลย์หลายท่านให้ความเห็นว่า Hikayat Seri Rama และ Tamil Rāmāyaṇa เป็นต้นธารของวรรณกรรมรามายณะสายโบราณของคาบสมุทรมลายู ซึ่งต่อมามีการดัดแปลงและเพิ่มเติมโดยนักเขียนผู้มีชื่อเสียง เช่น Kikayat Marang Mahavamsha
รูปแบบการแสดงรามายณะบนเกาะนี้มักเป็นหุ่นละครเล็กและหนังเงา โดยเฉพาะในบอร์เนียวและกาลีมันตันซึ่งนิยมในหมู่ชาวฮินดู จึงนำศิลปะการแสดงแบบอินเดีย เช่น ภารตนาฏยัม (Bharatanāṭyam) มาใช้ทั้งในท่ารำ เครื่องแต่งกาย และหน้ากาก เช่น หน้ากากทศกัณฑ์ Rāvaṇa (Rawana) หน้ากากพระพิฆเนศ Gaṇeśa (Ganesha) หรือหน้ากากของชนเผ่า Dayak เช่น Indai Gura ที่ใช้ในพิธีขับไล่สิ่งชั่วร้ายหรือรักษาโรคเหนือธรรมชาติ
ชื่อเสียงที่สุดของการแสดงรามายณะในอินโดนีเซียอยู่ที่เกาะชวาและบาหลี ซึ่งเรียกว่า Kakawin (คา-กา-วิน) หรือรามายณะฉบับชวา มีการแสดงทั้งแบบฟ้อนรำร่วมสมัยและหนังเงา Wayang Wong เช่นที่เทวสถานปรัมบานัน และในยอกยาการ์ตา บนเกาะชวายังมีการแสดงแบบ Sendratari ที่เมืองอูบุด และแบบ Kecak ที่วัดอูลูวาตู ตัวละครจะใช้ชื่อแบบสันสกฤต แต่จะออกเสียงแบบอินโดนีเซีย ดังเห็นจากหน้ากากทศกัณฑ์ Rāvaṇa (Rawana) หน้ากากพระพิฆเนศ Gaṇeśa (Ganesha) และหน้ากากหนุมาน Hanumān (Hanuman)
นอกจากการแสดง Kakawin แล้ว ศิลปะหน้ากากพื้นเมืองยังเป็นมรดกสำคัญของอินโดนีเซีย เช่น หน้ากาก Barong Landung จากบาหลี ทั้งหน้ากากสิงห์ Barong Singha หน้ากาก Barong Macan หรือหน้ากาก Wayang Topeng ที่เกี่ยวข้องกับตำนานปัญจี โดยเฉพาะ Topeng Keras และ Topeng Tua ซึ่งใช้ในการประกอบพิธีกรรมและเล่าเรื่องวีรบุรุษของท้องถิ่น
“โตเป็ง” ถือเป็นศิลปะเก่าแก่ของอินโดนีเซีย มีรากตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 (ประมาณ ค.ศ. 1401–1500 / พ.ศ. 1944–2043) ใช้เป็นส่วนหนึ่งในพิธีกรรมดั้งเดิม เพื่อเล่าขานประวัติศาสตร์และแสดงบทบาทของเทพเจ้า บรรพบุรุษ หรือวิญญาณผู้พิทักษ์ เดิมทีถูกสร้างในราชสำนัก กษัตริย์และขุนนางชวาใช้ปกปิดใบหน้าในยามสงคราม ก่อนที่ศิลปะแขนงนี้จะถูกส่งต่อสู่สามัญชนเพื่อใช้ทั้งในพิธีกรรมและการแสดงในเวลาต่อมา
หน้ากากชนเผ่าต่าง ๆ ในหมู่เกาะอินโดนีเซียจึงมีความหลากหลาย เช่น หน้ากากของกาลีมันตัน ลอมบอก มธุรา บาตัค ไปจนถึงหน้ากากที่สะท้อนความเชื่อต่อภูติผีและบรรพชนอย่างหน้ากาก Ancestor Mask ของชนเผ่า Asmat และหน้ากาก Tetum Mask จากติมอร์-เลสเต (Timor-Leste)

