Suvarnabhumi

As masks became essential to the performance, they also became carriers of moral, religious, and aesthetic values, reflecting the ideology, belief system, and local artistry of each region. The use of Ramayana masks thus became a symbol of shared cultural heritage across Asia.

Throughout Southeast Asia, every region absorbed and developed their own Ramayana tradition. It reflects how beautifully each culture enriched in silence and art. The festival “Songkran” came earlier in Eastern states of India, then had its flowing and celebration into “Makara Poornima Boita Bandana” where water celebrated during similar performance days. They followed the lunar and solar calendar.

 

หน้ากากแห่งศรัทธา มรดกทางวัฒนธรรมที่ยังคงสืบทอดในเอเชีย

 

Ramayana Masks: The Shared Epic of Asia
หน้ากากรามายณะ: มหากาพย์ร่วมแห่งเอเชีย

อินเดีย / ศรีลังกา และหิมาลายา

อารยธรรมหลักของโลกเกิดขึ้นในลุ่มน้ำสำคัญ 4 สาย ได้แก่ ลุ่มน้ำไทกริส–ยูเฟรติส (เมโสโปเตเมีย) ลุ่มน้ำไนล์ (อียิปต์) ลุ่มน้ำฮวงโห (จีน) และลุ่มน้ำสินธุ (อินเดีย) ซึ่งจะขอกล่าวถึงอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุในอนุทวีป หรือดินแดนภารตะ ที่ชาวโลกเรียกขานกันว่า “อินเดีย” อันมีต้นกำเนิดของชื่อประเทศมาจากชื่อของแม่น้ำ

เมื่อเปอร์เซียและกรีกเข้ารุกรานดินแดนแห่งนี้ จึงเรียกชนในแถบนี้ว่าชาว Sindhu หรือชาว Hindu และในสมัยพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งกรีก ได้ยกกองทัพมารุกรานอินเดียจนถึงลุ่มแม่น้ำสินธุ ทำให้ชนชาติกรีกได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในแถบนั้น กรีกเรียกแม่น้ำนี้ว่า Indos ชาวพื้นเมืองและชนชาติอื่นเรียกเพี้ยนไปเป็น Indus และได้กลายเป็น India

แต่คนอินเดียเองเรียกแผ่นดินของตนว่า “ภารตวรรษะ” ด้วยความเชื่อที่สืบทอดกันว่า ตนสืบเชื้อสายมาจากท้าวภรต กษัตริย์องค์แรกในมหากาพย์มหาภารตะ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์พระเวท

คนในดินแดนภารตะส่วนใหญ่นับถือศาสนาพราหมณ์–ฮินดู ซึ่งเชื่อว่าถือกำเนิดมานานกว่า 5,000 ปี ศาสนิกชนเชื่อว่าศาสนาของตนไม่มีจุดกำเนิดและไม่มีจุดสิ้นสุด จะคงอยู่คู่โลกนิรันดร์

เมื่อชาวอารยันอพยพมาครอบครองดินแดนลุ่มแม่น้ำสินธุและขับไล่ชนพื้นเมืองเดิมที่เป็นชาวดราวิเดียนออกไป ได้มีการพัฒนาศาสนาพราหมณ์ขึ้นใหม่ โดยใช้ชื่อเรียกศาสนาของตนว่า “สนาตนะธรรม” (Sanātana Dharma) อันหมายถึงกฎธรรมชาติที่มีอยู่นิรันดร์ แต่คนทั่วไปเรียกศาสนาของกลุ่มชนเหล่านี้ว่า “ศาสนาฮินดู” ซึ่งมาจากชื่อของลุ่มแม่น้ำสินธุนั่นเอง

ชาวฮินดูเชื่อว่ามีเทพสำคัญที่รวมเรียกกันเป็นหนึ่งเดียวว่า “ตรีมูรติ” (Trimurti) อันประกอบด้วยพระพรหม (ผู้สร้าง), พระอิศวรหรือพระศิวะ (ผู้ทำลาย), และพระวิษณุหรือพระนารายณ์ (ผู้ปกป้องและรักษาโลก) โดยศาสนิกชนในศาสนานี้มีคัมภีร์พระเวทเป็นแนวชี้นำการดำเนินชีวิต

Ramayana Masks: The Shared Epic of Asia

มหากาพย์ รามายณะ และ มหาภารตะ จัดเป็นคำสอนทางศาสนาที่รองลงมาจากคัมภีร์พระเวท ซึ่งมีความสำคัญยิ่ง เพราะช่วยให้การปกครองประชาชนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดี เรื่องราวของมหากาพย์ทั้งสองล้วนสะท้อนแนวคิดเรื่องความรัก ความสามัคคี และการเคารพในสถาบันครอบครัว ตลอดจนความเชื่อฟังต่อบิดามารดา ครูอาจารย์ และผู้ปกครองรัฐ

ทุกสถาบันมีความเชื่อในเรื่องของความซื่อสัตย์ คุณงามความดี ความจงรักภักดี และคุณธรรมประจำใจ นับเป็นความชาญฉลาดอย่างยิ่งของผู้นำศาสนาที่นำมหากาพย์ทั้งสองเรื่องมาฝังรากลึกในจิตใจของผู้คนจากรุ่นสู่รุ่น

แม้เมื่อนาทีสุดท้ายของลมหายใจมาถึง ท่านมหาตมะคานธี ผู้นำคนสำคัญของอินเดีย ยังเรียกหา “พระราม” ในเฮือกสุดท้ายของชีวิต ความมั่นคงต่อความเชื่อนี้ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข

“รามายณะ” เป็นวรรณคดีของอินเดียที่เล่าสืบต่อกันมายาวนานในหลากหลายพื้นที่ของชมพูทวีป แต่ผู้ที่รวบรวมและแต่งให้เป็นระเบียบครั้งแรกคือมหาฤๅษีวาลมีกิ เมื่อกว่า 2,400 ปีมาแล้ว โดยประพันธ์ไว้เป็นบทร้อยกรองประเภทฉันท์ภาษาสันสกฤต เรียกว่า โศลก จำนวน 24,000 โศลกด้วยกัน

รามายณะถือเป็น สมฤติ (Smṛti) หรือคัมภีร์ศาสนาสำคัญรองลงมาจากคัมภีร์พระเวท ดังคำกล่าวของมหาฤษีวาลมีกิ ผู้รจนามหากาพย์ “รามายณะ” ว่า

“ตราบใดที่ภูเขาและแม่น้ำทั้งหลายยังมีอยู่บนพื้นปฐพี ตราบนั้นเรื่องของพระรามก็ยังคงอยู่ในโลกตลอดไป”

การแสดงรามายณะจึงถือเป็นการแสดงกึ่งพิธีกรรม อยู่ในกรอบจารีตที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อคงความศักดิ์สิทธิ์ทางความเชื่อในศาสนาพราหมณ์–ฮินดู และได้ถูกนำมาเผยแพร่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างกว้างขวาง

มหากาพย์รามายณะจึงไม่เพียงเป็นวรรณคดีศักดิ์สิทธิ์ หากยังเป็นต้นแบบของศิลปะการแสดง พิธีกรรม และ “ศิลปะหน้ากาก” ที่สืบทอดต่อกันมาอย่างไม่สิ้นสุด